Kano Model เกิดขึ้นตั้งแต่ยุค 80s และถูกพัฒนาโดย Noriaki Kano นำเสนอโมเดลเครื่องมือช่วยเหลือในการวิเคราะห์ประสบการณ์ของลูกค้าที่ได้จากสินค้า/บริการ ของธุรกิจ

 

Kano Model ช่วยให้เรารู้ว่าสินค้า/บริการ สามารถสร้างความพึงพอใจกับลูกค้าได้ในระดับใด เหมือนหรือแตกต่างจากคู่แข่ง

 

Kano Model นำเสนอ 3 คุณสมบัติที่แตกต่าง ได้แก้ Basic, Performance และ Delighter โดยมีรายละเอียดดังนี้

 

ภาพจาก: http://baymard.com/

 

1. Basic Attribute หรือ Dissatisfied เป็นคุณลักษณะที่จำเป็นต้องมี หากไม่มีก็จะไม่สามารถใช้งานได้ หรือส่งผลต่อความไม่พอใจของลูกค้าอย่างมากยกตัวอย่างเช่น เมื่อซื้อรถ รถจะต้องขับได้ และเลี้ยวได้

 

2. Performance Attribute หรือ Satisfied เป็นคุณลักษณะที่ส่งผลต่อความพึงพอใจของลูกค้าที่สามารถจูงใจให้ลูกค้ายอมควักกระเป๋าเงิน เพื่อซื้อสินค้า/บริการ จากเดิมมากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น ซื้อรถราคาปกติที่อยู่ในระดับเดียวกัน แต่ได้ฟังก์ชั่นหรือโหมดประหยัดน้ำมัน

 

3. Delight Attribute เป็นคุณลักษณะที่เกินความคาดหมายของลูกค้า และหากมีจะส่งผลให้ลูกค้าเกิดความพึงพอใจเป็นอย่างมาก ยกตัวอย่างเช่น ซื้อรถราคาปกติที่อยู่ในระดับเดียวกัน แต่ได้ฟังก์ชั่นหรือโหมดประหยัดน้ำมัน แล้วยังได้ซันรูฟแบบเต็มหลังคา ระบบควบคุมอิเล็กโทรนิคส์ ระบบ Sensor ควบคุมการทำงานด้วยระบบคอมพิวเตอร์

 

"การแข่งขันทางธุรกิจที่มีสินค้า/บริการ หน้าตาและรูปแบบเหมือนๆกัน แต่การส่งมอบประสบการณ์ที่แปลกใหม่ แตกต่าง และมีคุณภาพ ย่อมสามารถสร้างความพึงพอใจระดับสูงสุดให้ลูกค้าได้"

นี่คือสิ่งที่ G Attitude กำลังมอบให้กับลูกค้า

ถ้าตามวัตถุประสงค์คำอธิบายพิกัดอัตราศุลกากร คำว่า “รถพ่วง” จะหมายรวมถึง "รถกึ่งพ่วง (เซมิเทรลเลอร์)" ดังนี้

“รถพ่วง”  และ “รถกึ่งรถพ่วง (เซมิเทรลเลอร์)” หมายถึง ยาน (นอกจากรถพ่วงข้าง) ชนิดที่ถูกออกแบบเฉพาะที่จะถูกประกบพ่วงกับยานอื่นโดยใช้อุปกรณ์ประกับพิเศษ (จะอัตโนมัติหรือไม่ก็ตาม)


รถพ่วงและรถกึ่งรถพ่วง (เซมิเทรลเลอร์) แบบที่สำคัญที่สุด คือ ถูกออกแบบสำหรับใช้กับยานยนต์ รถพ่วงโดยปกติมีชุดล้อตั้งแต่สองชุดขึ้นไป และระบบคู่ต่อประกบถูกติดตั้งบนล้อหน้าที่หมุนได้ซึ่งนำทางยานดังกล่าว

รถกึ่งรถพ่วง (เซมิเทรลเลอร์)
ประกอบติดด้วยล้อหลังเท่านั้น ปลายสุดของหน้ารถวางบนแท่นของยานที่ใช้ลากซึ่งรถกึ่งรถพ่วงดังกล่าวถูกต่อประกบโดยอุปกรณ์ประกับพิเศษ

แต่ ความหมายทางด้านเทคนิคแล้ว...

 

"รถพ่วง" หมายถึง รถที่ไม่มีเครื่องยนต์สำหรับใช้ขับเคลื่อนเองจึงไม่สามารถเคลื่อนที่ไปได้ด้วยตนเอง ต้องมีแรงภายนอกมา ลากจูง เช่น รถหัวลาก, แรงงานจากสัตว์เลี้ยง รวมทั้ง เครื่องจักรกลภายนอกอื่น ๆ รถพ่วงที่ใช้ประโยชน์กันอย่างกว้างขวางใน ปัจจุบัน ใช้รถหัวลากมาลากจูงใช้กับการขนส่งสินค้า และวัตถุสิ่งของต่างๆ รถพ่วงที่ใช้กันทั่ว ๆ ไปสามารถจำแนกเป็นลักษณะใหญ่ ๆ ได้ 2 ลักษณะ คือ

 

1. รถกึ่งพ่วง หรือที่เรียกว่า Semi Trailer คนไทยนิยมเรียกกันสั้นๆ ว่า “รถเทรลเลอร์” มีลักษณะคือรถหัวลากติดตั้ง จานเทรลเลอร์ (Fifth Wheel) รถกึ่งพ่วงใช้บรรทุกน้ำหนัก เช่น มีกระบะบรรทุก เป็นต้น การรับน้ำหนักบรรทุกรถหัวลากและรถกึ่งพ่วง จะรับน้ำหนักบรรทุกร่วมกัน ไม่สามารถแยกกันทำงานได้ ถ้าถอดรถ กึ่งพ่วงออกรถหัวลากจะไม่สามารถใช้บรรทุกใดๆ ได้

3axis-floor

รูปที่ 1 รถกึ่งพ่วง หรือที่เรียกว่า Semi Trailer

ที่มา: http://kp-website.com/

 

2. รถพ่วงหรือที่เรียกว่า Full Trailer หรือ Drawbar Trailer มีลักษณะเด่นคือ มีรถหัวลากที่มีกระบะบรรทุก การรับ น้ำหนักของโครงคัสซีระหว่างรถหัวลากกับรถพ่วงแยกเป็นอิสระจากกัน ต่อพ่วงกันด้วยอุปกรณ์ลากจูง ถ้าถอดหางพ่วงออก รถหัว ลากก็สามารถใช้บรรทุกขนส่งสินค้าได้

 

รูปที่ 2 รถพ่วงหรือที่เรียกว่า Full Trailer หรือ Drawbar Trailer

ที่มา: www.nooteboomshop.com

 

ดังนั้น เมื่อ เราต้องการนำรถเหล่านี้ไปใช้งานควรพิจารณาให้ถูกต้องตามน้ำหนักบรรทุกที่รับได้ ตรงตามวัตถุประสงค์ของการขนส่ง และเหมาะสมกับสินค้าที่บรรทุก

 

ทิ้งท้ายให้เป็นข้อมูล ดังนี้ รถเทรลเลอร์พื้นเรียบ 2  -  3  เพลาจะมี พื้นที่วางของ กว้าง 2.5 x ยาว 12 - 20 เมตร โดยน้ำหนักหางเปล่าจะประมาณ 10  ตัน

รถเทรลเลอร์หาง 12 เมตร รับน้ำหนักบรรทุกได้ประมาณ 25 - 30 ตัน  ความสูงไม่เกิน 3 เมตร
รถเทรลเลอร์หาง 14 เมตร รับน้ำหนักบรรทุกได้ประมาณ 25 ตัน  ความสูงไม่เกิน 3 เมตร
รถเทรลเลอร์หาง 16 เมตร รับน้ำหนักบรรทุกได้ประมาณ 23 ตัน  ความสูงไม่เกิน 3 เมตร
รถเทรลเลอร์หาง 18 เมตร รับน้ำหนักบรรทุกได้ประมาณ 22 ตัน  ความสูงไม่เกิน 2.5 เมตร
รถเทรลเลอร์หาง 20 เมตร รับน้ำหนักบรรทุกได้ประมาณ 20 ตัน  ความสูงไม่เกิน 2.5 เมตร

 

กฎหมายอนุญาตให้รถบรรทุกน้ำหนักได้เท่าไหร่???

กฎหมายควบคุมน้ำหนักรถบรรทุกประเภทต่างๆแบ่งออกดังนี้

1. รถกระบะ กฎหมายอนุญาตให้รถกระบะบรรทุกของได้ไม่เกิน 1,100 กิโลกรัม หลายคนอาจสงสัยว่าแล้วรถกระบะที่บรรทุกของเยอะๆ สูงๆ นั้นผิดกฎหมายหรือเปล่า คำตอบคือ มีทั้งถูก และผิด

  • ถูกคือ เมื่อต้องการให้รถบรรทุกน้ำหนักมากกว่า1,100 กิโลกรัม จะต้องติดต่อสำนักงานขนส่งเพื่อขออนุญาตให้ถูกต้อง เช่น รถที่เปลี่ยนเพลา เสริมแหนบ และรถที่ดัดแปลงให้บรรทุกได้น้ำหนักเยอะๆ
  • ผิดคือ รถที่เปลี่ยนเพลา เสริมแหนบ และรถที่ดัดแปลงให้บรรทุกได้น้ำหนักเยอะๆ แต่ยังไม่ได้ขออนุญาตจากขนส่งให้เรียบร้อย

2. รถหกล้อ กฎหมายอนุญาตให้ รถหกล้อบรรทุก ของได้ไม่เกิน 15 ตัน (รวมน้ำหนักของรถ) ไม่ว่าจะเป็นรถหกล้อ เล็ก ใหญ่ กลาง น้ำหนักบรรทุกต้องไม่เกิน 15 ตัน

3. รถสิบล้อ กฎหมายอนุญาตให้ รถสิบล้อบรรทุกสินค้าได้ไม่เกิน 25 ตัน (รวมน้ำหนักของรถ)

   

 

ทำไมเราใช้ Hydraulic Trailer ขนสินค้าแล้วยังเกิดอุบัติเหตุได้???

ดังที่เรารู้มาว่า Hydraulic Trailer ถูกออกแบบมาให้ความสามารถพิเศษ สามารถรับน้ำหนักสินค้าได้คราวละมาก ๆ มีความสามารถต้าน Camber ของถนนหรือพื้นได้ ไม่ว่าพื้นจะขรุขระหรือสูงต่ำอย่างไร Hydraulic Trailer สามารถพิชิตอุปสรรคนั้นได้ แต่ถ้าหากว่า อุปสรรคนั้นเกินขีดความสามารถของ trailer หรือผู้ออกแบบการใช้งานไม่มีความเข้าใจของระบบ Hydraulic Suspension แล้วละก็ อุบัติเหตุย่อมเกิดขึ้นได้แน่นอน

ในบริษัทขนส่งชั้นนำของโลกนิยมให้ใช้ Stability Angle หรือ Geometric Limit กรณีที่รถวิ่งในความเร็วมากกว่า 5 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยค่าที่ได้ต้องไม่น้อยกว่า 8 องศา จึงจะบอกได้ว่าการขนส่งสินค้านั้นๆปลอดภัย สินค้าจะไม่หล่นจากตัว Trailer

รูปที่ 1 แสดง Stability Angle หรือ Geometric Limit

 

เราจะป้องกันอุบัติเหตุนั้นได้อย่างไร???

  • สิ่งแรกที่เราต้องรู้ คือ CoG ของสินค้าอยู่ในตำแหน่งไหน? สูงจากพื้นเท่าไร?
  • ต่อมาเราต้องสร้าง คือ Stability Triangle และ Tipping line จากระบบ Hydraulic Suspension

การจะสร้างกลุ่มของ Hydraulic Suspension นั้น บริษัทขนส่งชั้นนำของโลกนิยมให้ใช้ 3 กลุ่ม ถ้าจัดไม่ได้จริงๆ ก็อนุโลมให้ใช้ 4 กลุ่ม

  

รูปที่ 2 แสดง Hydraulic Suspension แบบ 3 กลุ่ม

รูปที่ 3 แสดง Hydraulic Suspension แบบ 4 กลุ่ม

 

ยกตัวอย่างในกรณีที่ Hydraulic Suspension แบบ 3 กลุ่ม สามารถเขียน Diagram ได้ดังรูปที่ 4 โดยเส้นที่ลากต่อจุดของกลุ่ม Hydraulic Suspension จะเรียกว่า Tipping line ถ้าพล๊อต CoG ออกมาแล้ว และ CoG ยังคงอยู่ในพื้นที่สามเหลี่ยมและ Stability Angle หรือ Geometric Limit ไม่น้อยกว่า 8 องศา ก็ถือว่าผ่าน

รูปที่ 4 แสดง Stability Angle หรือ Geometric Limit

ตัวอย่างเช่น

A-Symmetrical (8+2x8) 3 Point Suspension System

 

 เขียน Diagram จะได้

แรงกระทำที่กลุ่ม D เท่ากับ 1650/9000x203 = 37.22ตัน

  • น้ำหนักลงต่อจุดในกลุ่มนี้ เท่ากับ 22/8 = 4.65ตัน

แรงกระทำที่กลุ่ม E, F เท่ากับ 7350/9000x203 = 165.78ตัน

  • น้ำหนักลงต่อจุดในกลุ่มนี้ เท่ากับ 78/16 = 10.36ตัน

 

จากทฤษฎี Tipping Angle ถ้า CoG อยู่ในขอบของ Tipping line จะเท่ากับ Atan (715/3403) = 11.8 องศา ถือว่าใช้ได้

 

ดังนั้น ยิ่งถ้าเป็นรถเทลเลอร์ทั่วไปแล้วก็ต้องยิ่งระวังเป็นพิเศษในการเลี้ยวเข้าโค้ง เพราะหางเทลเลอร์นั้นไม่ได้ถูกออกแบบมาให้มีระบบต้านลักษณะกายภาพของถนนที่ไม่ราบเรียบ

 

Credit: Rules on Trailer Stability needed or not? : Richard L.Krabbendam Heavy Lift Specialist, World Crane and Transport Summit 2009